หลักการและเหตุผล

0
Rate this post
 

หลักการและเหตุผล

                    เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่รู้จักกันดีในนามโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค  มาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๔๕  ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งหมายให้ประชาชนสวนใหญ่มีหลักประกันสุขภาพ                            แต่ระบบบริหารจัดการในด้านการเงิน  และกำลังคนมีข้อจำกัดมากมาย  ก่อให้เกิดความสับสนในระบบบริการสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบบริการภาครัฐ  มีปัญหาเรื่องการเงินและบุคลากร  ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งประสบภาวะขาดสภาพคล่องในการบริหารการเงิน งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์  ขาดเงินในการพัฒนางาน  ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานในภาครัฐ  เนื่องจากประชาชนมาใช้บริการมากขึ้น  ก่อให้เกิดปัญหาภาระงานมากเกินความสามารถของบุคลากร  ทำให้มีปัญหาการลาออกจากราชการมากยิ่งขึ้น  และมีผลกระทบกลับไปยังผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่  ซึ่งต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์เป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด  ซึ่งจะส่งผลกระทบให้มีการลาออกเพิ่มขึ้นและผลสรุปจากการสัมมนาเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๖  ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เป็นสาเหตุให้แพทย์ลาออกคือค่าตอบแทนต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับความรับผิดชอบ  แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณาแก้ไขให้เหมาะสมกับภาระงานและความรับผิดชอบ  เงินเดือนเริ่มต้นของข้าราชการแพทย์ได้เท่ากับข้าราชการพลเรือนอื่นทั่วไป  โดยที่แพทย์มีภาระรับผิดชอบสูงต่อชีวิตความเป็นความตายและสุขภาพของประชาชน  งานของแพทย์เป็นงานที่ต่อเนื่องไม่ได้ทำเฉพาะ ๘ ชั่วโมงเหมือนข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ เพราะการปฏิบัติการรักษาผู้ป่วย เช่น การผ่าตัด การช่วยกู้ชีวิต หรือหัตถการบางอย่างแม้แต่การตรวจรักษาผู้ป่วยหนักและฉุกเฉินก็ไม่สามารถรอคอยเวลาได้  แพทย์ต้องพร้อมที่จะทำงานเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเวลาพักรับประทานอาหารกลางวันหรือนอกเวลาราชการ                              ฉะนั้นจึงเกิดปัญหาวิกฤตในวงการแพทย์ภาครัฐที่สำคัญหลายอย่าง  ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการบริการประชาชน  เพราะขาดบุคลากร ขาดงบประมาณในการจัดหายาและเวชภัณฑ์ที่ทันสมัยและเหมาะสมที่สุดในการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชน  รวมทั้งมีผลต่อคุณภาพมาตรฐานและวิชาการของวงการแพทย์ไทย

                                แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ  ได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้  และเห็นว่าควรมีการแก้ไขโดยระดมความคิดจากบุคลากรหลายฝ่ายที่รับผิดชอบ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤตในวงการแพทย์ภาครัฐ  เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่ดี มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทันสมัย เท่าเทียมกับบริการสาธารณสุขในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ  และบริการเหมือนในนานาอารยประเทศ  เพื่อให้แพทย์ได้ทำงานโดยใช้วิชาชีพเป็นหลักในการให้บริการ  มีเวลาทำงานที่ไม่หนักเกินกำลัง  และได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม  เพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์ให้ยังมีกำลังใจที่จะทำงานให้บริการประชาชนในภาครัฐ  โดยไม่ต้องออกไปออกไปทำงานภาคเอกชนนอกเวลา  หรือลาออกไปอยู่เอกชน  ซึ่งจะทำให้แพทย์ได้มีเวลาศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาความรู้ในวงการแพทย์ให้อยู่ในระดับที่ดียิ่ง ๆ ขึ้น  เพื่อคงระดับมาตรฐานสากลได้ตลอดไป

เป้าหมาย

                            ๑.  เสนอปัญหาและความสำคัญของปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในภาครัฐแก่รัฐบาล  กระทรวงสาธารณสุข  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน  เพื่อพัฒนางานบริการประชาชนให้ดีขึ้น                                ๒.  ระดมความคิดเห็นในทุกแง่มุม  เพื่อให้ได้แนวทางแก้ไขปัญหาแพทย์ลาออกจากภาครัฐ  และทำให้แพทย์สามารถทำงานในระบบราชการอย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข  อันจะนำประโยชน์สุขมาสู่ประชาชนแบบยั่งยืน                                 ๓.  ระดมความคิดเห็นให้ได้บัญชีเงินเดือน  ค่าตอบแทนแพทย์ที่เหมาะสมและสามารถป้องกันสมองไหลของแพทย์จากภาครัฐสู่ภาคเอกชน                                 ๔.  เพื่อให้แพทย์ตระหนักถึงความร่วมมือในทุกระดับ  เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาดังกล่าวและสร้างวัฒนธรรมใหม่ในองค์กร

                                ๕.  ให้แพทย์ทราบถึงนโยบายของรัฐและแนวทางแก้ปัญหาเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่แพทย์ที่ปฏิบัติงานและดึงดูดให้แพทย์ใหม่เข้าสู่หน่วยงานของรัฐเพิ่มมากขึ้น

การดำเนินการ

                            จัดสัมมนาเรื่อง ฝ่าวิกฤตแพทย์ภาครัฐเพื่อบรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประชาชน  

                            โครงการจัดสัมมนาข้างต้นเป็นการจัดสัมมนาครั้งที่สองของคณะกรรมการแพทยสภาชุดปัจจุบัน ( วาระ พ.ศ.๒๕๔๖ – พ.ศ.๒๕๔๘ )  ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาแพทย์ลาออก  ซึ่งครั้งแรกที่นพ.บุญจง ชูชัยแสงรัตน์  กรรมการแพทยสภาและกรรมการบริหารชพพ.ได้เป็นผู้เสนอโครงการและได้จัดไปเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๖  นั้นได้ข้อสรุปชัดเจนถึงสาเหตุการลาออกของแพทย์ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องค่าตอบแทนเป็นประเด็นหลัก  ครั้งนี้พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา  กรรมการแพทยสภาและกรรมการบริหารชพพ. ได้เป็นผู้นำเสนอโครงการเพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าปัญหาแพทย์ลาออกนั้นวิกฤต  ผลกระทบจะกลับคืนสู่ประชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างฉับพลัน จริงจังและต่อเนื่อง                             อย่างไรก็ตาม  หลังจากการจัดสัมมนาในครั้งแรกนั้น  ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายได้พยายามที่จะผลักดันให้มีการเพิ่มค่าตอบแทนแพทย์  และจากการกระตุ้นของคณะทำงานชมรมแพทย์เพื่อวิชาชีพแพทย์  ทำให้กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับเปลี่ยนตัวเลขค่าตอบแทนของบุคคลกรด้านสาธารณสุขที่เตรียมนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับตัวเลขที่นำเสนอโดยแพทยสภา ( ตามที่นำเสนอไปแล้ว )  และได้นำเสนอต่อฯพณฯนายกรัฐมนตรี  ไปพร้อม ๆ กันเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๗

                            การปรับขึ้นค่าตอบแทนของบุคลากรในด้านสาธารสุขสรุปได้ดังนี้

 phase / วิชาชีพ

แพทย์ – ทันตแพทย์

เภสัชกร

พยาบาล

โรคศิลปะสาขาอื่น ๆ

phase 1

ค่าวิชาชีพ 5,000 + ค่า board 5,000

phase 2

ปรับครั้งที่ 1

ปรับครั้งที่ 1

ปรับครั้งที่ 1

phase 3

ค่าวิชาชีพเป็น 7,500 + ค่า board เป็น 7,500

     

phase 4

ปรับครั้งที่ 2

ปรับครั้งที่ 2

ปรับครั้งที่ 2

phase 5

ค่าวิชาชีพเป็น 10,000 + ค่า board เป็น 10,000

     

                            การปรับขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าวหากผ่านความเห็นชอบ  จะจัดทำเป็นงบผูกพันธ์  มีผลเป็นระยะต่าง ๆ ข้างต้น  ซึ่งข่าวที่ออกมาล่าสุดได้มีการปรับเปลี่ยนเหลือ 3 phase และอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองของคณะรัฐมนตรี
                            ชมรมแพทย์เพื่อวิชาชีพแพทย์จึงขอประชาสัมพันธ์ให้เพื่อนแพทย์ตลอดจนบุคลากรสาธารณสุขสาขาอื่น ๆ ทราบเพื่อจะได้มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่  และขอขอบคุณรัฐบาลมาล่วงหน้า ณ โอกาสนี้

                                                                                                                                             งานประชาสัมพันธ์  ชมรมแพทย์เพื่อวิชาชีพแพทย์
                                                                                                                                                                       ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗