Percutaneous Transvenous Mitral Commissurotomy: Hemodynamic and Initial Outcome Differences Between Atrial Fibrillation and Sinus Rhythm in Rheumatic Mitral Stenosis Patients

0
Rate this post

Percutaneous Transvenous Mitral Commissurotomy: Hemodynamic and Initial Outcome Differences Between Atrial Fibrillation and Sinus Rhythm in Rheumatic Mitral Stenosis Patients

Suphot Srimahachota, M.D.*, Smonporn Boonyaratavej, M.D.*,

Mallika Wannakrairoj, M.D.*,  Wasan Udayachalerm, M.D.*,

Somkait Sangwattanaroj, M.D.*,      Pungchai Ngarmukos, M.D.*

daunchai chayanont, M.D.*

Abstract

                Background : Atrial fibrillation (AF) occurs frequently in severe rheumatic mitral stenosis (MS) and has been reported to be a predictor of poor outcome after percutaneous transvenous mitral commissurotomy (PTMC). Nevertheless, according to observations in our catheterization laboratory, patients with sinus rhythm (SR) seem to have a higher pulmonary artery pressure than AF.

                Purpose : To determine 1) the hemodynamic differences between MS patients with AF and SR before and after PTMC and 2) the success rate and difference in outcome between both groups.

                Method : A total of 145 patients who had undergone PTMC with the Inoue balloon technique in King Chulalongkorn Memorial Hospital between 1993 and 1997 were enrolled. The data were presented as mean + SD. Student t-test was used to compare the difference in hemodynamic and outcome between the AF and SR groups.

                Results : Fifty-six patients (38.6%) were in the AF group. The AF patients were older (42.0 + 11.3 vs 32.4 + 8.7 yr., p < 0.0001), had a larger left atrium (49.2 + 6.1 vs 45.3 + 4.9 mm, p < 0.001) and a higher valvular calcification score (1.8 + 0.6 vs 1.5 + 0.6, p = 0.02) than the SR group. There was no significant difference between baseline heart rate and overall MV score index. The hemodynamic data showed that the SR group had higher systolic (59.9 + 26.0 vs 47.4 + 16.8 mmHg, p < 0.05), diastolic (28.1 + 12.8 vs 22.7 + 9.2 mm Hg, p < 0.05) and mean (40.1 + 17.1 vs 32.7 + 11.8 mmHg, p < 0.05) pulmonary artery (PA) pressure than the AF group. After successful PTMC, the SR group exhibited a more favorable change in all PA pressures and the transmitral valvular gradient (10.0 + 6.5 vs 6.7 + 6.5 mmHg, p < 0.01) than the AF group. Procedural success rates were 98 per cent in the AF and 96 per cent in the SR group (p = ns). Transthoracic colour-flow echocardiographic imaging detected atrial septal defects in 18.2 per cent and 7.5 per cent (p = 0.08) of the AF and SR groups, respectively. There was no systemic embolization, peri-procedural death or emergency surgery in both groups.

                Conclusion : Patients with MS and AF were older, had a larger LA and lower pre- PTMC PA pressure than the patients who had MS and SR. In addition, patients with SR had a more favourable PA and LA pressure reduction than patients with AF.

Key word : Percutaneous Transvenous Mitral Commissurotomy, Atrial Fibrillation, Sinus Rhythm

Srimahachota S, Boonyaratavej S, Wannakrairoj M,

Udayachalerm W, Sangwattanaroj S, Ngarmukos P

J Med Assoc Thai 2001; 84: 674-680

*              Cardiac Center and Division of Cardiovascular Diseases, Department of Medicine, King Chulalongkorn Memorial Hospital, Bangkok 10330, Thailand.

การเปลี่ยนแปลงทางฮีโมดัยนามิคส์และผลการรักษาระยะแรกในผู้ป่วยลิ้นไมทรัลตีบจากโรคหัวใจรูมาติก ที่มีและไม่มี atrial fibrillation ภายหลังการทำบอลลูนขยายลิ้นหัวใจ

สุพจน์ ศรีมหาโชตะ, พ.บ.*, มัลลิกา วรรณไกรโรจน์, พ.บ.*,

สมนพร บุณยะรัตเวช, พ.บ.*, วสันต์ อุทัยเฉลิม, พ.บ.*, สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์, พ.บ.*,

พึงใจ งามอุโฆษ, พ.บ.*, เดือนฉาย ชยานนท์, พ.บ.*

                ภูมิหลัง : ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติแบบแผ่วระรัวจากห้องบน (atrial fibrillation) พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีการตีบแคบชนิดรุนแรงของลิ้นไมทรัลที่เกิดจากโรคหัวใจรูมาติก และมีรายงานว่าเป็นตัวบ่งชี้ที่ไม่ดีในการทำการขยายลิ้นหัวใจด้วยบอลลูน อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตในห้องสวนหัวใจของเรา พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่มีการเต้นของหัวใจปกติมักจะมีระดับความดันของเส้นเลือดแดงที่ปอดสูงกว่ากลุ่มที่มีหัวใจเต้นผิดปกติแบบแผ่วระรัวจากห้องบน

                วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษา 1) การเปลี่ยนแปลง hemodynamic ของผู้ป่วยที่มีการเต้นหัวใจปกติ (sinus rhythm – SR) ก่อนและหลังทำบอลลูนขยายลิ้นหัวใจเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นผิดปกติแบบแผ่วระรัวจากห้องบน

                วิธีการศึกษา : ผู้ป่วยจำนวน 145 รายที่ทำบอลลูนขยายลิ้นหัวใจด้วยวิธี Inoue ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ปี พศ. 2536 ถึง พศ. 2540 ข้อมูลที่ได้จะแสดงในรูปของค่าเฉลี่ย + ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้ student t-test ในการเปรียบเทียบค่าของทั้งสองกลุ่ม

                ผลการศึกษา : ผู้ป่วย 56 ราย (38.6%) มี AF ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอายุมากกว่า (42.0 + 11.3 กับ 32.4 + 8.7 ปี, p < 0.0001) ขนาดของ atrium ข้างซ้ายโตกว่า (49.2 + 6.1 กับ 45.3 + 4.9 มม, p = 0.001) และมีหินปูนจับที่ลิ้นหัวใจมากกว่า (1.8 + 0.6 กับ 1.5 + 0.6, p = 0.02) เมื่อเทียบกับกลุ่ม SR, ไม่พบความแตกต่างของอัตราการเต้นของชีพจร และค่าคะแนนความผิดปกติของลิ้นหัวใจ จากค่า hemodynamic พบว่า กลุ่มที่เป็น SR มีค่าความดัน systolic (59.9 + 26.0 กับ 47.4 + 16.8 mmHg, p < 0.05), diastolic (28.1 + 12.8 กับ 22.7 + 9.2 mmHg, p < 0.05) และ mean (40.1 + 17.1 กับ 32.7 + 11.8 mmHg, p < 0.05) pulmonary artery (PA) สูงกว่ากลุ่ม AF ภายหลังจากทำบอลลูน กลุ่ม SR มีการเปลี่ยนแปลงค่าความดันของ PA และ ค่า transmitral valve gradient (10.0 + 6.5 กับ 6.7 + 6.5 mmhg, p < 0.01) ที่ดีกว่ากลุ่ม AF ไม่พบความแตกต่างในอัตราการทำหัตถการสำเร็จของทั้งสองกลุ่ม การตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่พบ atrial septal defect 18.2% ในกลุ่ม AF และ 7.5% ในกลุ่ม SR (p = 0.08) ไม่พบอุบัติการณ์ของการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การตาย หรือ การที่ผู้ป่วยต้องไปทำผ่าตัดฉุกเฉิน

                บทสรุป : ผู้ป่วยลิ้นหัวใจไมทรัลตีบที่มีการเต้นหัวใจผิดปกติแบบ AF มีอายุมากกว่า ขนาดของ atrium ข้างซ้ายโตกว่า แต่มีความดันของเส้นเลือดแดงที่ปอดต่ำกว่ากลุ่มที่หัวใจเต้นปกติ ผู้ป่วยที่หัวใจเต้นปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงของ hemodynamic ไปในทางที่ดีกว่ากลุ่ม AF

คำสำคัญ : การทำบอลลูนขยายลิ้นหัวใจ, หัวใจเต้นผิดปกติแบบแผ่วระรัวจากห้องบน, หัวใจเต้นปกติ

สุพจน์ ศรีมหาโชตะ, มัลลิกา วรรณไกรโรจน์, สมนพร บุณยะรัตเวช และคณะ

จดหมายเหตุทางแพทย์ ฯ 2544; 84: 674-680

* หน่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด, ภาควิชาอายุรศาสตร์, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพ ฯ 10330